"Am Die Forever" คือวลีผิดไวยากรณ์ที่กลายเป็นหัวข้อสนทนาสุดคึกคักในโลกไซเบอร์ หลังจากที่มันได้โชว์หราบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือของ 'ชิ - อนุชา ลังประเสริฐ' ผู้จัดการส่วนตัวของ 'นาธาน โอมาน' หลังจากที่นายอนุชาได้ออกมาแถลงข่าวถึงเรื่องราวของนาธาน และกล่าวย้ำถึงสภาพจิตใจของนาธานที่ย่ำแย่ถึงขั้นที่อาจจะ 'ฆ่าตัวตาย' ได้ทุกเมื่อ
Am Die Forever!! - เช็คจิต 'นาธาน'
เรื่องของ นาธานกลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ ที่มีคนจำนวนไม่น้อยให้ความสนใจ โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ชีวิตส่วนหนึ่งในโลกออนไลน์ อาจเรียกได้ว่า 'ปฏิบัติการณ์จับโกหกนาธาน' ครั้งนี้เกิดจากเว็บไซต์ชื่อดังในโลกไซเบอร์ก็ไม่ผิดนัก
หากไม่นับเรื่องทุจริตผิดกฎหมาย มีประเด็นที่หลายคนสงสัยหรืออาจถึงขั้นตัดสินไปเรียบร้อยแล้ว นั่นคือ นาธาน โอมาน หรือนายนธัญ โอมานันท์ คนนี้น่าจะมีอาการป่วยทางจิต เพราะยังมีเรื่องเบ็ดเตล็ดปลีกย่อยมากมายซึ่งไม่ค่อยส่งผลต่อการฉ้อโกง แต่นาธานก็ยังปล่อยมันออกมาจากปาก ตลอดจนพูดซ้ำย้ำตลอด แม้จะมีคนทักท้วงหรือหาหลักฐานมาจับผิดได้แบบคาหนังคาเขาแล้วก็ตาม
กำเนิดในป่าหิมพานต์ พบมัคนารีผลตัวเป็นๆ ที่สามารถเต้นดุ๊กดิ๊กอยู่บนต้น ก่อนจะเอาก้อนหินเขวี้ยงไปโดนจนทำให้มัคนารีผลแผดร้องเสียงดัง ไปช่วยพี่สาวสำรวจพีระมิด โดนงูเห่ากัด ถูกโจรทะเลทรายจับตัว หนีรอดมาเมืองไทย หลังจากออกเทปแล้วเงียบหายไป ก็โผล่ออกมาประกาศว่าตนกำลังจะไปแสดงภาพยนตร์ฮอลลีวูดไตรภาคกับนักแสดง ซูเปอร์สตาร์ ซึ่งภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวยังสร้างขึ้นจากหนังสือเล่มที่เขาเขียนขึ้นมาอีก ต่างหาก ฯลฯ มหกรรมโกหกที่คนเชื่อต้องมีบุตรเป็นลิงเท่านั้นเหล่านี้เลื่อนไหลล่องลอยออก มาจากปากของนาธานไม่หยุดหย่อน
ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ กลายเป็นสิ่งที่ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า อดีตนักร้องหนุ่มคนนี้น่าจะมีปัญหาทางจิต
สำหรับกรณีดังกล่าว 'อาจารย์ ดร. วัลลภ ปิยะมโนธรรม' นักจิตวิทยาและที่ปรึกษาศูนย์ให้คำปรึกษาและพัฒนาศักยภาพมนุษย์ (ซึ่งแน่นอนว่านาธานยังไม่เคยไป) มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้ออกมาลงความเห็นแบบฟันธงว่า นาธานมีอาการป่วยทางจิตอย่างแน่นอน
"มีอาการทางจิตแน่นอน อยู่ในด้านทางจิตเวช จัดอยู่ในพวกบุคลิกภาพแปรปรวน พวกนี้จะมีปมด้อย แล้วอยู่ในโลกของความใฝ่สูงเพื่อที่จะแก้ปมด้อยตัวเอง การโกหกนั้นเขาถือเป็นการป้องกันตัว สมมติว่ามีใครมากระตุ้นหรือมาจับผิดแล้วเขาโกหกกลับไป อันนี้ถือว่าไม่เป็นโรค แต่เมื่อใดที่ไม่มีใครมาถามว่าเราจนหรือเปล่า เกิดที่ไหน แต่เรากลับโกหกไป อย่างนี้ถือว่าเป็นโรค
"โรคนี้เกิดจากการที่ตัวเองมีปมด้อย แล้วก็มีจินตนาการสูง อาจารย์หลายคนที่ผมรักษาอยู่ก็โกหกว่าตัวเองเป็นคนไทยแท้แต่โบราณ มีเชื้อเจ้า ซึ่งคนที่มีปมด้อยเป็นอย่างนี้หมดแหละ"
ดร.วัลลภบอกว่า อาการของผู้ที่โกหกเป็นอาชีพเหล่านี้จะแบ่งออกเป็นสี่กลุ่มหลักๆ นั่นคือ โกหกว่าตัวเองมีเชื้อสายใหญ่โต โกหกว่าตัวเองร่ำรวย โกหกว่าตัวเองรู้จักกับดารา คนใหญ่คนโต หรือคนมีชื่อเสียง และสุดท้ายคือโกหกว่าตัวเองมีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์หรือได้พบเจอเรื่องราว เหนือธรรมชาติ
"พวกนี้เรียกว่า Grandios ถ้าเป็นมากถือว่าเป็นโรคจิต ถ้ามากกว่านั้นเรียกว่ามี delusion คือเป็นโรคจิต จะหลงผิดเลย แล้วพวกนี้แปลกมาก เขาพูดโกหกบ่อยๆ จนเขาเชื่อว่าที่เขาพูดเป็นความจริงทั้งหมด ทั้งๆ ที่ตอนแรกเขารู้ว่าเขาโกหก แต่พูดไปพูดมาเขาเชื่อว่ามันเป็นความจริง คือกลายเป็นหลงผิดไปเลย เรียกอาการแบบนี้ว่า Grandios delusion เมื่อไรที่มีคำว่า delusion หมายถึงหลงผิด
"แม้กระทั่งจับได้คาหนังคาเขายังอ้างอย่างโน้นอย่างนี้ ต้อนแล้วก็ยังเบี่ยงประเด็นไปได้อีก ยังเบี่ยงพยานหรือหลักฐานไปอีก หรืออ้างว่าเดี๋ยวจะพิสูจน์ให้ดู คอยดูนะสักวันหนึ่ง อะไรแบบนั้น แบบนี้คือมีแนวโน้มว่าจะเป็นโรคจิตแล้ว พวกนี้เรียกว่า Borderline ที่ในภาษาไทยเรียกว่า บ้าๆ บอๆ เทียบเสียงมาจากคำว่าบอ แต่ยังไม่บ้า ขั้นต่อไปคือเป็นบ้าแล้ว หมายถึงโกหกจนเป็นอาชีพไปแล้ว โกหกได้ทุกเรื่อง"
กรณีตัวอย่างของคนไข้หลายรายที่ ดร.วัลลภยกขึ้นมาให้รับรู้ ล้วนแต่มีพฤติกรรมที่ละม้ายหนุ่มนาธานแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นคุณหมอท่านหนึ่งที่โกหกใครต่อใครว่าตัวเองเป็นคนเก่งระดับโลก มีบริษัทต่างประเทศเชิญตัวไปบรรยายและมอบเกียรติบัตรให้ หรือนักการเมืองชื่อดังที่มักแอบอ้างว่าตัวเองจบด็อกเตอร์ ได้ประกาศนียบัตรหลายใบ จนมักจะนำไปใส่หน้าชื่อบนปกหนังสือเล่มที่เขาเขียนอยู่เป็นประจำ
หรือกระทั่งกรณีของดารา นักร้อง อีกหลายคนที่ปั้นเรื่องว่าตัวเองเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ตามใจปรารถนา แม้คนใกล้ชิดจะล่วงรู้ความจริง แต่เขาและเธอเหล่านั้นก็ยังยืนยันที่จะอาศัยอยู่ในโลกความฝันที่ตัวเองสร้าง ขึ้นเช่นนั้นต่อไป
ต่างกับกรณีของนาธานเพียงประการเดียวเท่านั้น นั่นคือคนเหล่านั้นไม่ได้นำเรื่องโกหกไปลวงหลอกฉ้อฉลหรือคดโกงใครๆ
หากตัดเรื่องที่นาธานต้องชดใช้หนี้สินและรับผิดในด้านกฎหมายบ้าน เมืองออกไปแล้วนั้น ดร.วัลลภก็มีข้อแนะนำถึงวิธีบำบัดรักษาอาการป่วยทางจิตของเขาว่า ควรต้องรีบมาพบนักจิตวิทยาโดยด่วน เพื่อไม่ให้เรื่องโกหกที่สร้างขึ้นย้อนกลับมาทำร้ายตัวเองมากไปกว่านี้
"พวกนี้ต้องจับมารักษา เหมือนอาจารย์คนที่ผมรักษา ซึ่งฝ่ายบริหารทนไม่ไหวแล้ว มาให้ผมตรวจ ไม่อย่างนั้นจะมีปัญหาเรื่องวินัย มีปัญหาเรื่องคุณสมบัติ เพราะถ้าเป็นนักการเมือง โกหกแล้วเขารู้ตัว เขาต้องรู้ตัวเพื่ออะไรก็แล้วแต่เพราะอำนาจและผลประโยชน์ แต่พวกนี้ไม่มีผลประโยชน์ด้วย ไม่เกี่ยวกับเรื่องว่าโกหกแล้วจะได้เงินคนอื่น หรือหลอกคนอื่น แต่โกหกเพราะตัวเองมีปมด้อย
"เหมือนวิทยากรคนหนึ่งที่โกหกว่าตัวเองไปเรียนเรื่องสมองมา แต่คนนั้นเขายอมรับว่าจริงๆ ตัวเองไม่รู้เรื่อง เพราะเขาเป็นนักประชาสัมพันธ์ นักประชาสัมพันธ์เขาต้องรู้ตัวว่าโกหก เพราะการประชาสัมพันธ์ได้เงินเยอะ อันนี้ยังไม่ถือว่าเป็นพวก Grandios แต่พวกนี้โกหกเก่งเหมือนกัน แต่พวกที่โกหกเป็นอาชีพหรือโกหกแบบ Grandios จะดิ้นไปเรื่อย บางทีเป็นพันๆ เรื่องได้เลย จนกระทั่งเขาเชื่อในความฝันของตัวเอง อยู่ในโลกของความฝันของตัวเอง จะรู้สึกว่าตัวเองมีความยิ่งใหญ่ มีอำนาจขึ้นมาจริงๆ"
หากพินิจแบบถอดความโกรธแค้นที่มีต่อนักร้องจอมลวงโลกไปแล้วนั้น นัยของการส่งข้อความ ตลอดจนการที่ผู้จัดการส่วนตัวออกมาเปรยถึงความคิดอยากฆ่าตัวตายของนักร้อง หนุ่ม อาจแบ่งได้เป็นสองกรณี ซึ่งเป็นสองกรณีที่ละเอียดอ่อนและเปราะบาง ที่สังคมไทยคงต้องใช้สติช่วยในการตัดสิน
เพราะเมื่อถามถึงความเป็นไปได้ที่นาธานจะกระทำอัตวินิบากกรรมตัวเอง นั้น ดร. วัลลภก็ตอบสวนกลับมาแทบจะทันทีว่า "ไม่มีครับ พวกนี้เก่งมาก ดิ้นไปดิ้นมา ดิ้นไปไม่รู้กี่เที่ยว เอาง่ายๆ นะ ทุกวันนี้ถ้าเราพูดถึงเรื่องนี้ ไม่ใช่เฉพาะนายคนนี้นะ แม้แต่วงการวิชาการก็ยังมีนักโกหก วิทยากรที่บอกว่าไปเรียนเกี่ยวกับเรื่องสมองก็โกหก มีหมอคนหนึ่ง เขาไม่เคยเป็นด็อกเตอร์ ไม่เคยเป็นศาสตราจารย์ ก็ใส่ว่าตัวเองเป็นศาสตราจารย์ด็อกเตอร์ นี่คือเขามีปมด้อยมาก แล้วก็มีจุดอ่อนมาก เขามีความสับสนในตัวเอง
"พวกนี้ถือว่ามี 'พยาธิสภาพทางจิต' หรือจะเรียกว่าเป็นแผลใจ มันจะไม่มีวันหายถ้าไม่ล้างแผลใจ ภาษาไทยเรียกว่า ‘ปมด้อย’ หรือเรียกว่าเอกลักษณ์สับสน ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไรที่แท้จริง หรือไม่เคยพอใจในสิ่งที่ตนเป็น ไม่เคยยินดีในสิ่งที่ตนมี ต้องโกหกว่าตัวเองเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ มีอย่างนั้นอย่างนี้ตลอด"
แต่อย่างไรก็ดี ดร.วัลลภบอกว่า ถ้านักโกหกผู้นั้นถอยร่นไปถึงปากเหว ซึ่งไม่อาจดิ้นเดินไปไหนได้อีก ก็มีโอกาสสูงที่เขาจะปลิดชีวิตของตัวเองได้เช่นกัน
"มีจุดหนึ่ง เมื่อเขาไต่เต้าถึงจุดหนึ่งนะครับ แล้วเขาถูกกดดันสูง ดิ้นไปไม่พ้นแล้ว คือ Go No Way แต่ถ้าเขาหลงผิด หรือประเภท Borderline เขาจะไม่ฆ่าตัวตาย แต่ถ้าเขาไปจนเลยขั้น Borderline เขาโกหกจนถึงจุดหนึ่งที่ไปสูงจริงๆ แล้วมีคนรุกจนเขาจนมุมเมื่อไหร่เขาจะฆ่าตัวตาย เหมือนเป็นการทำให้เห็นว่าที่ทุกคนไม่เชื่อถือเขาเนี่ย เขารับไม่ได้ เขารับความจริงไม่ได้ เขาจำเป็นจะต้องออกจากโลกนี้ไป แล้วเขาจะอ้างว่านี่คือความผิดของคนอื่น ฉะนั้นถ้ารุกจนมุมเมื่อไหร่ก็มีโอกาส
"ถ้ายังอยู่ในจุด Borderline เขาจะยังปากแข็งต่อไป ยังดิ้น ยังยิ้มอยู่ แต่ถ้าเขาเริ่มปวดหัว เริ่มกุมขมับ เริ่มไม่ยอมตอบ เริ่มไม่อยากจะอธิบาย นั่นแปลว่าอย่าไปไล่เด็ดขาด เพราะเขาจนมุมแล้ว ต้องให้ความเห็นใจ พูดง่ายๆ ว่าให้เปลี่ยนมุมมอง มองเขาให้เป็นผู้ป่วย เขาหลอกตัวเองเพื่อจะได้ไต่เต้าสู่ความยิ่งใหญ่ จะยิ่งใหญ่ด้านอำนาจ หรือด้านชื่อเสียงอะไรก็ได้ เพื่อที่จะได้มีคนรัก คนนับถือ ถ้าไล่จนมุมเมื่อไหร่ เขาไม่มีตรงนี้ที่ถือว่าป้องกันตัว เพราะการโกหกถือเป็นกลไกป้องกันจิตของเขา เขาก็จะฆ่าตัวตายทันที"
ใครสักคนเคยกล่าวไว้ว่า "คนบ้าจะบอกว่าตัวเองไม่บ้า คล้ายกับคนเมาที่มักจะบอกว่าตัวเองไม่เมา" แต่ใครอีกคนก็บอกว่า "คนบ้าที่เราดูรู้ว่าบ้านั้น ไม่น่ากลัวเท่ากับคนที่เราไม่มีวันดูรู้ได้เลยว่าบ้าหรือไม่"
เพราะ อาการทางจิตคงเป็นเรื่องซับซ้อนเกินกว่าที่ใครจะมองเห็นหรือสัมผัสได้แน่ชัด เหมือนคำโกหก เมื่อเรื่องเดินมาถึงจุดนี้แล้ว ก็คงจะต้องสรุปว่า "บางครั้งบางหน คนบ้าก็คงดีกว่าคนชั่ว(แล้วยังไม่สำนึก)เป็นไหนๆ"
ที่มา: http://www.manager.co.th/Entertainment/ViewNews.aspx?NewsID=9520000139242