Thailand's will be the thirdlargest Ikea store in the world, with an area of 43,000 square metres, he said. The Swedish retailer's two largest stores are in China, operated by another firm.
อิเกีย! ดักปีทอง..อสังหา
"อิเกีย" เร่งเครื่องเปิดให้บริการในปลายปี เป็น "ไฮ ซีซัน" ของตลาดเฟอร์นิเจอร์ แต่ทว่ามาพร้อมกับกลิ่น "ฟองสบู่" อสังหาฯ
การย้ายฐานของบิ๊กคอร์ปอเรทระดับโลกมายังไทย เริ่มมีให้เห็นอย่างต่อเนื่อง ไล่ตั้งแต่ปีที่ผ่านมากับการเข้ามาของ "อิเกีย" (IKEA) เมกะสโตร์เฟอร์นิเจอร์ และของตกแต่งบ้านระดับโลก สัญชาติสวีดิส ในชื่อโครงการ "เมกา บางนา" (Mega Bangna) โดยยึดพื้นที่ 254 ไร่ ติดถนนบางนาตราด กม.9 เป็นฐานที่มั่น มีแผนจะเปิดให้บริการในปลายปีนี้ (3 พ.ย.54)
ล่าสุดกับการผุดโครงการ "ไทย-ไชน่า อินเตอร์เนชั่นแนล โปรดักส์ ซิตี้ " คอมเพล็กซ์ยักษ์ที่เตรียมเปิดเป็นศูนย์กระจายสินค้าและศูนย์แสดงสินค้า ของ กลุ่มทุนจีน (อาซือม่า กรุ๊ป) บนพื้นที่มากถึง 5 แสนตารางเมตรในเฟสแรก
ไม่นับการขยายการลงทุนในพื้นที่มากถึง 2 ล้านตารางเมตร หรือ 200 ไร่ (รวม 3 เฟส) ใช้เงินลงทุนรวมกว่า 45,000 ล้านบาท โดยจะเปิดให้บริการเฟสแรกในปลายปี 2555
ความเหมือนกันของทั้ง 2 เมกะโปรเจค คือ เมื่อโครงการแล้วเสร็จต่างเป็น "คอมเพล็กซ์" ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ขณะที่ระยะห่างของโครงการแค่เหยียบคันเร่ง เพียง "1 กิโลเมตร" ถนนบางนาตราด จึงกลายเป็นพื้นที่เนื้อหอม เพราะอยู่ใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ สะดวกในเรื่องโลจิสติกส์ และต่อไปถนนเส้นนี้จะทวีเพิ่มความคึกคักไม่น้อย ถ้า 2 โปรเจคยักษ์นี้ผุดขึ้น
ขณะที่โปรดักท์ที่จัดจำหน่ายต่างเน้นกลุ่มผู้บริโภคในระดับแมส (ราคาพอรับได้ สบายกระเป๋า) นอกจากความต้องการเข้ามาปักธงดักผู้บริโภคคนไทยแล้ว ยังต้องการแสวงหาโอกาสจากความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน และความตกลงการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ความตกลงแรกมีผลแล้ว ส่วนความตกลงที่ 2 กำลังจะมีผลในปี 2558 หรืออีกในไม่กี่ปีจากนี้ ตามขนาดประชากรที่เพิ่มขึ้น
ยังมีความเชื่อว่า อีกหลาย "บิ๊ก" โปรเจคระดับโลก กำลังแห่เข้ามาลงทุนในไทย ที่ค่อนข้างเปิดกว้างในการลงทุน
ทว่า ข้อกังวลตามมา คือ ผลกระทบต่อผู้ประกอบการในประเทศที่ไม่สามารถปรับตัวได้ทัน หรือปรับตัวอย่างไรก็ยังรับมือยาก เพราะไม่สามารถต้านทานขนาดบิ๊กไซส์ของทุนเหล่านี้ ที่จะเข้ามาเทกระจาดทุ่มตลาดโปรดักท์ในไทย
และใช้ไทยเป็นฐานการกระจายสินค้าไปยังภูมิภาคอาเซียน ตามประโยชน์ของความตกลงเร่งลดภาษีระหว่างประเทศในอาเซียนด้วยกันเอง
โดยเฉพาะการ "บอกชัดๆ" ของผู้บริหารอิเกียว่า ที่ต้องการ "ฉวย" โอกาสที่ใครต่อใครบอกว่า ปีนี้จะเป็น "ปีทอง" ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ลุย "ขอ" ส่วนแบ่งการตลาดสินค้าเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านในไทย หลังจากแบรนด์ท้องถิ่น (Local Brand) เอ็นจอยท์ตลาดมานาน กันบ้าง
ลาร์ส สเวนส์สัน (Lars Svensson) รองผู้จัดการคลังสินค้า อิเกีย ไทยแลนด์ บอกว่า ในปี 2554 ซึ่งเป็นปีที่เศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวต่อเนื่อง ทำให้เขาเห็นด้วยกับใครต่อใครที่ว่า "ปีทอง" ของวงการอสังหาริมทรัพย์กำลังจะกลับมา คนจะหันมาซื้อที่อยู่อาศัย บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ และคอนโดมิเนียมกันมากขึ้น ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ย่อมเป็นการกระตุ้นยอดขายสินค้า ประเภทเฟอร์นิเจอร์และ ของตกแต่งบ้าน ที่ผู้คนน่าจะเริ่มคำนึงสินค้าคุ้มค่ากับพื้นที่ใช้สอย (Value for Money) มากขึ้น ภายใต้แบรนด์ที่เข้มแข็งของ "อิเกีย" เขามั่นใจ "ก่อนหน้านี้เราเปิดโชว์รูมในสิงคโปร์ และมาเลเซีย พบว่ามีลูกค้าจากไทยเข้าไปสั่งซื้อสินค้าเป็นจำนวนมาก จึงพอจะคาดเดาได้ว่า ลูกค้าที่เป็นแฟนตัวจริง ในแบรนด์อิเกียในไทยมีอยู่ในระดับหนึ่งเลยทีเดียว" การเปิดให้บริการของอิเกียในปลายปีนี้ จึงพอเหมาะพอเจาะกับแผนการซื้อของเข้าบ้านหลังการโอน ที่มักกระหน่ำซื้อกันในช่วงปลายปี !
มานพ พงศทัต
......................
ปรากฏการณ์เข้ามาของกลุ่มทุนยักษ์เทศ ไม่พ้นสายตาของนักวิชาการด้านอสังหาฯอย่าง "มานพ พงศทัต"
อาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
โดยเขาเตือนว่า ผู้ประกอบการไทยจะต้องจับตา และเตรียมพร้อมต่อปรากฏการณ์ "รุกคืบ" ของยักษ์ข้ามชาติในหลายธุรกิจ ที่จะทำให้การแข่งขันในธุรกิจนั้นปรับตัวสูงขึ้น และไม่แน่ว่าธุรกิจไทยจะมีความสามารถในการแข่งขันมากพอหรือไม่ ทว่า หากพิจารณาเป็นรายสาขา เช่น เกษตร อุตสาหกรรม ยานยนต์และชิ้นส่วน และภาคบริการ ถือว่าผู้ประกอบการไทยยังสามารถแข่งขันได้ไทยยังแข่งขันได้ แต่หากมองใน "บางสาขา" อาจจะต้องจับตาเป็นรายตลาด
โดยเฉพาะในสินค้าเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน กับการเข้ามาของอิเกียที่มี "ทุนหนา" กว่า ซึ่งอาจจะเป็นบทสะท้อนว่าสินค้าเฟอร์นิเจอร์ และของตกแต่งบ้านในตลาดแมส (สินค้า DIY - Do It Yourself) สำหรับคอนโดมิเนียม อาจจะต้องถูกแย่งตลาดในเซ็กเมนท์นี้
เพราะสินค้าของอิเกีย เหมาะสำหรับผู้ที่อยู่ในคอนโดมิเนียมระดับกลางล่าง ซึ่งไม่อาจปฏิเสธว่า การแข่งขันที่เพิ่มสูงขึ้น จะส่งผลดีต่อผู้บริโภคที่มีระดับของรายได้ไม่มากนัก "การตัดสินใจเข้ามาลงทุนของอิเกีย มองว่า อาจจะเกิดจากตลาดคอนโดที่เติบโตอย่างมากในช่วงต้นปี 2553 เป็นโอกาสทำให้เฟอร์นิเจอร์ขายดีขึ้น นอกจากนี้น่าจะเป็นเป้าหมายของบริษัทแม่ของอิเกียในต่างประเทศ ที่ต้องการที่จะขยายธุรกิจในต่างประเทศ โดยเฉพาะในอาเซียนต่อจากสิงคโปร์และมาเลเซีย"
๐ ขอเป็นหนึ่งใน...ตัวเลือก
พลันที่อิเกีย แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ที่มีสาขากระจายไปกว่า 308 สาขา ใน 38 ประเทศทั่วโลก ขยับเข้ามาลงทุนในไทย พร้อมกับกลยุทธ์เฉพาะตัว ที่เน้นสินค้าถูกและมีคุณภาพ ดีไซน์ที่เหมาะกับการใช้งาน โดนใจชีวิตคนเมืองส่วนใหญ่ที่อ่อนไหวต่อราคา ทำให้ผู้เล่นหน้าเดิมเริ่มหวั่นไหว ขนาดของอิเกียในไทยยังติด 1 ใน 5 โชว์รูมที่ใหญ่ที่สุด เทียบเท่า กันกับอิเกียใน 5 ประเทศที่มียอดขายสูงสุดโดยมีเยอรมันสัดส่วนอันดับหนึ่ง 16% สหรัฐอเมริกา 11% ฝรั่งเศส 10% สหราชอาณาจักร 7% และอิตาลี 7% ของยอดขายทั่วโลก
ทว่า..ลาร์ส สเวนส์สัน รองผู้จัดการคลังสินค้า อิเกีย ไทยแลนด์ ถ่อมตัวว่า แบรนด์อิเกียจะขอเป็นหนึ่งในทางเลือก
สำหรับลูกค้าเฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้าน และหวังว่าการมาของอิเกีย จะช่วยสร้างสีสันให้กับตลาดนี้ให้คึกคักมากขึ้น
ที่สำคัญ จะช่วยพัฒนาความสนใจของผู้บริโภคคนไทยให้มี "รสนิยม" ในการตกแต่งบ้านอย่าง "กว้างขวาง" มากขึ้น
เขายังเชื่อว่าไทยตามลักษณะภูมิศาสตร์ ไทยจะเป็น "ศูนย์กลาง" ตลาดเฟอร์นิเจอร์ที่สำคัญและใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน
ขณะที่จีดีพีไทยก็เพิ่มขึ้นทุกปี ขณะที่ ความกังวลในเรื่องไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคไทยว่า จะไม่สอดคล้องกับโปรดักท์ของอิเกียนั้น เขาเชื่อว่า ไลฟ์สไตล์ของคนจะเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพเศรษฐกิจ โดยตลาดเฟอร์นิเจอร์ในเมืองใหญ่ของไทย เริ่มที่จะคล้ายคลึงกับวิถีชีวิตของคน ในสหรัฐฯและยุโรป ที่มีพื้นที่จำกัด เฟอร์นิเจอร์ที่ใช้ จึงต้องเหมาะแก่การใช้สอยให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับชีวิตของคนเมือง ซึ่งถือเป็นคอนเซปต์ของแบรนด์อิเกีย "การไปเปิดช็อปในหลายประเทศทั่วโลก ทำให้รู้ถึงความต้องการและรสนิยมของผู้บริโภคทั่วไปว่าต้องการอะไร คนทั่วไปมองหา และวางแผนที่จะจัดสรรเงินให้คุ้มค่ามากที่สุด นอกจากตกแต่งบ้านแล้ว ยังต้องเก็บเงินไว้เพื่อให้ลูกไปเรียนหนังสือ ซื้อคอมพิวเตอร์ หรือไปทำอย่างอื่น ไม่ต่างกันกับคนในนิวยอร์ก คนเมืองในไทยก็เช่นกัน"
ลาร์ส ยังบอกถึงวิธีการทำตลาดของอิเกียใน ไทยว่า ไม่ต่างจากมาเลเซีย และสิงคโปร์ คือเน้นที่สินค้ามีคุณภาพ จำนวนมาก ในราคาที่ต่ำที่ผู้บริโภคซื้อได้ เช่นเดียวกับแนวคิดของประเทศในแถบตะวันตก ที่ต้องการสินค้าสไตล์ทันสมัย "เราจะเน้นเข้าถึงกลุ่มคนจำนวนมาก (Mass Market) ถือเป็นจุดแข็ง ที่ทำให้เราสามารถบริหารจัดการด้านราคาอย่างมีประสิทธิภาพ เหมือนกับทุกประเทศที่เราไป และตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ที่ต้องการสินค้าที่สะดวกในการใช้สอยบนพื้นที่จำกัด ให้คนมีความสุขในการใช้ชีวิตในบ้านมากขึ้น"
เขายังบอกว่า อิเกียยัง ต้องการให้ไทยเป็นแหล่งจัดหาสินค้า (Sourcing) กลุ่มสินค้างานหัตถกรรม (Hand made) และผลิตภัณฑ์จากไม้ จากศักยภาพการผลิตของไทยในหลายพื้นที่ ซึ่งถือเป็นจุดแข็งของไทย ก่อนจะกระจายสินค้าไปยังภูมิภาคอื่นๆ